💥 การกินแบบคีโตเจนิก ลดน้ำหนักด้วยการกินไขมัน 💥

คีโตเจนิก ไดเอต (Ketogenic Diet) คือ ยิ่งกินไขมันเท่าไร น้ำหนักก็ยิ่งลด 

อยากลดน้ำหนัก ฟิตหุ่นครั้งนี้ แค่ออกกำลังกายอย่างเดียวอาจไม่พอ กินคลีนก็เคยลองแล้ว ต้องลองเทรนด์ใหม่อย่างการ “กินแบบคีโตเจนิก” 😍

📍การกินแบบคีโตเจนิกคืออะไร ?

การกินอาหารแบบคีโตเจนิก ไดเอต (Ketogenic Diet) คือ กินแป้งน้อย ไขมันเยอะ โดยกินคาร์โบไฮเดรต 5% โปรตีน 20% และไขมัน 75% โปรตีนในที่นี้จะเป็นเบคอน เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อติดมันติดหนังยิ่งดี ไข่ทั้งฟอง ปลา หรืออาหารทะเลก็ได้

เป็นการปรับร่างกาย เน้นไขมันสูง รองมาด้วยโปรตีน โดยลดคาร์โบไฮเดรตให้เหลือในปริมาณที่น้อยมาก ๆ ลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลให้น้อย แต่ให้แทนที่ด้วยไขมันทั้งจากพืชและสัตว์แทน

📍กินไขมันแล้วน้ำหนักลดได้อย่างไร ? 

เมื่อเราลดปริมาณการกินคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลลง  ร่างกายจะหาแหล่งพลังงานอื่นมาทดแทน นั่นคือมาจากไขมันนั่นเอง กระบวนการนี้ก่อให้เกิดสภาวะการเผาผลาญที่เรียกว่า คีโตสิส (Ketosis) ทำให้เกิดสารที่เรียกว่า คีโตน (Ketone) ในตับ เปลี่ยนร่างกายให้ เผาผลาญไขมันให้เป็นพลังงานในตัวเองนั่นเอง

ข้อควรระวังสำหรับมือใหม่ คีโตเจนิก

💥อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ เพลีย นอนไม่หลับ ท้องผูก (Keto Flu) ในระยะแรกๆของการทำ Ketogenic Diet

💥ผู้ที่มีภาวะผิดปกติเรื่องตับ ตับอ่อน หรือประวัติโคเลสเตอรอลในเลือด หรือไขมันในเลือดสูงควรระวังและปรึกษาแพทย์ หรือ นักกำหนดอาหารก่อนทำ Ketogenic Diet เพราะอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอย่างถาวรได้

💥การจำกัดคาร์โบไฮเดรตมากๆอาจทำให้ขาดสารอาหารบางชนิด รวมทั้งวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งอาจจะต้องกินเสริม

💥ในระยะยาวอาจจะมีปัญหา adherence หรือการทำ Ketogenic Diet ให้ต่อเนื่อง เนื่องจากการกินของคนไทยนั้น หนึ่งมักจะทานนอกบ้าน สองเป็นกิจกรรมหมู่ และ สามเราเป็นประเทศที่เน้นกินข้าวเป็นหลัก

💥การเลือกกินไขมันดี คือไขมันไม่อิ่มตัวทั้งเชิงเดี่ยว (mono-unsaturated fat) และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (poly-unsaturated fat) เป็นหัวใจสำคัญของการเลือกกินคีโตที่ถูกต้อง ไขมันอิ่มตัวจากแหล่งเนื้อสัตว์หรือพืช เช่น น้ำมันปาล์มหรือน้ำมันมะพร้าว อาจทำให้มีปัญหาหลอดเลือดหัวใจตามมาในอนาคต

💥การจำกัดอาหารหรือใช้วิธีการลดน้ำหนักแบบเร่งรัด อาจทำให้น้ำหนักที่ลดลงนั้นไม่ยั่งยืน และอาจก่อให้เกิดปัญหาพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ (eating disorder) ตามมาในระยะยาว

Source : Healthydee