5 เหตุผล ที่คุณควรดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น

เพื่อนๆรู้ไหมคะ ว่าน้ำที่เราดื่มกันทุกวันนั้นมีความสำคัญกับเราแค่ไหน ร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งการดื่มน้ำ บางทีอาจจะมีความจำเป็นพอๆกับการกินอาหารเลยก็ว่าได้ ว่ากันว่าคนเราจะมีชีวิตอยู่ได้ถึง 21 วันหากขาดอาหาร แต่จะอยู่ได้เพียง 3-4 วันเท่านั้นหากขาดน้ำ….

ในวันนี้โค้ชบีมสุดหล่อของเราจะมาพูดถึงเหตุผลที่เราควรจะดื่มน้ำให้มากเพียงพอในแต่ละวันกัน ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูกันเลยค่าาา

5 เหตุผล ที่คุณควรดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น

รู้สึกว่าหน้าร้อนปีนี้ร้อนกว่าปีที่ผ่านๆมา คิดว่าหลายๆคนก็คงเบื่อแสงแดดเพราะเหงื่อออกเยอะใช่มั้ยครับ แต่มีใครเคยรู้ไหมว่ายิ่งถ้าเราเหงื่อออกเยอะเท่าไหร่ ก็ควรดื่มน้ำตามเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เพราะว่าถ้าขาดน้ำมีตายแน่นอนนั่นก็เพราะว่าร่างกายเราประกอบไปด้วยน้ำเกือบ 60-70% ดังนั้นแล้วเราควรมาเข้าใจ กับ 5 เหตุผลที่เราควรดื่มน้ำให้มากขึ้นกันครับ

1️⃣ ช่วยลดการขาดน้ำ (Dehydration)
ไม่ว่าเราจะออกกำลังกายแบบไหน เราจะสูญเสียเหงื่อเสมอ ดังนั้นแล้วเราควรจะดื่มน้ำสม่ำเสมอให้พอดี เพื่อให้เราดึงประสิทธิภาพออกมาได้ดีที่สุด การเสียน้ำของร่างกายนั้นขึ้นอยู่กับความหนักของการออกกำลังกายและอุณหภูมิ และถ้าร่างกายเราไม่ได้รับน้ำมาชดเชยส่วนที่เสียไปก็จะเกิดอาการขาดน้ำ ซึ่งการขาดน้ำหนักๆจะทำให้เป็นถึงกล้ามเนื้ออ่อนล้า เสียการควบคุมของกล้ามเนื้อ เกิดภาวะฉุกเฉินจากความร้อน หัวใจเต้นเร็ว และ ปวดหัว

2️⃣ น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกาย
กว่า 75% ของกล้ามเนื้อและกว่า 10% ของไขมัน ประกอบไปด้วยน้ำ ว่ากันว่าความแข็งแกร่งของเราก็ขึ้นอยู่กับระดับน้ำในร่างกายเช่นกัน การที่เราเสียระดับน้ำไป 1.5% สามารถทำให้เราเสียความแข็งแกร่งสูดสุดไปถึง 10% ยิ่งตัวคุณแห้งมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งแรงน้อยเท่านั้น เวลาคุณอออกกำลังกายเสร็จ คุณก็ควรจะมีน้ำหนักเท่าเดิมก่อนที่คุณจะออกกำลังกาย และน้ำยังช่วยลดอาการชำรุดของโปรตีน และสารอาหารที่ร่างกายต้องการดูดซึม

3️⃣ เพิ่มเวลาฟื้นฟูร่างกาย
ในขณะที่กำลังออกกำลังกาย Electrolyte ในร่างกายคุณอาจจะมีการปรับเปลี่ยน และ Electrolyte เองก็มีความสำคัญในการขับเคลื่อนของเหลวในร่างกาย เมื่อเราเหงื่อออก เราก็จะเสีย Electrolyte ไปด้วย ทำให้เกิดอาการตะคริว อ่อนล้า เพลีย และเป็นลมได้ง่ายๆ ถ้าหากว่า Electrolyte อยู่ในระดับต่ำ เราก็จะรู้สึกล้าในวันถัดไปด้วย ดังนั้นแล้วเราควรดื่มน้ำให้เยอะขึ้นหลังออกกำลังกาย และควรดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ หรือเพิ่มเกลือลงไปในน้ำเปล่าแทนก็ได้เช่นกันครับ

4️⃣ ช่วยให้มีสติมากขึ้น
Sodium Chloride กับ Potassium คือสารเคมีที่ต้องการสำหรับส่งสัญญานไปยังสมอง การขาดน้ำจะทำให้ Electrolyte และสารเคมีสองตัวนี้ไม่บาลานซ์ ทำให้เราส่งสัญญาณไปยังสมองช้าลง และร่างกายเราก็จะตอบสนองช้าลงเช่นกัน คุณอาจจะรู้สึกเบลอได้ง่ายๆ และตรงนี้เองอาจจะทำให้คุณโฟกัสลำบากช่วงเวลาฝึก

5️⃣ ลดอาการบาดเจ็บที่ข้อต่อและกล้ามเนื้อ เพิ่มความยืดหยุ่น
กระดูกอ่อนเรามีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ถึง 65-80% และน้ำก็มีบทบาทสำคัญมากในการสร้างความหล่อลื่นให้กับข้อต่อต่างๆและยังช่วยให้ยืดหยุ่นด้วย น้ำยังช่วยเรื่องการส่งสารอาหารไปตามเลือดและข้อต่อต่างๆ แถมยังขับสารที่ไม่ต้องการออกจากข้อต่อด้วย หากดูในภาพรวม ถ้าเราต้องการลดการเจ็บปวดของข้อต่อและกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย และเพิ่มการขับเคลื่อนของร่างกาย เราก็ควรดื่มน้ำระหว่างฝึกด้วยนะครับ

ข้อควรระวัง

ไม่ควรดื่มน้ำมากเกินไปเพราะอาจจะทำให้เป็น Hyponatremia (ภาวะโซเดียมต่ำ) ได้ ถ้าคุณมีระดับโซเดียมที่ต่ำ เซลล์ก็จะเริ่มเก็บน้ำไว้ไม่อยู่ และขับน้ำออกมาพร้อมกับโซเดียมเพิ่มอีก ทำให้คุณเป็นตะคริวง่ายกว่าเดิม แถมยังมีอาการปวดหัว หรืออ้วกตามมาด้วย

แล้ววันนึงเราควรดื่มน้ำเท่าไหร่?

ทาง ACE (American Council of Exercises) แนะนำว่าเราควรดื่มอย่างน้อย

– ดื่ม 500-700 ml ก่อน 2-3 ชม. ก่อนออกกำลังกาย

– ดื่ม 250 ml ล่วงหน้า 30นาทีหรือก่อนวอร์มอัพ

– ดื่ม 200-300 ml ทุก 10-20 นาทีระหว่างออกกำลังกาย

– ดื่ม 250 ml เพิ่มหลังออกกำลังกาย 30 นาที

– ดื่ม 470-700 ml เพิ่มทุกน้ำหนักที่เสียไป 0.5 Kgs ของนำ้หนักตัว หลังออกกำลังกาย

EX. ชาย A หนัก 70 Kgs เสียน้ำหนักไป 1 Kg หลังออกกำลังกาย ควรดื่มน้ำเพิ่ม 940-1400 ml หลังเล่นเสร็จเรียบร้อยทันที

ถ้าอยากรู้ว่าวันนึงคุณอยากรู้ว่าคุณออกกำลังกายหนักแค่ไหน เบิร์นไปกี่แคล ลองใช้แอพ #CalCal ดูจำนวนแคลที่เผาผลาญได้ หากเผาเยอะก็อย่าลืมดื่มน้ำเปล่าเยอะขึ้น ตามด้วยนะครับ
สามารถโหลดได้ตามลิ้งค์นี้เลยครับ
iOS: bit.ly/CalCaliOS
Android: bit.ly/CalCal

สำหรับคนที่มีคำถามเกี่ยวกับการออกกำลังกาย สามารถคอมเม้นได้ในโพสนี้เลยค่า เดี๋ยวโค้ชบีมจะมาตอบในทุกๆข้อสงสัยให้เพื่อนๆเอง ส่วนสำหรับใครที่สนใจจะออกกำลังกาย เปลี่ยนแปลงหุ่น เปลี่ยนชีวิตตัวเอง สามารถติดต่อโค้ชบีมด้วยการเรียนแบบตัวต่อตัว PT (Personal Trainer) และแบบกลุ่ม นัดเจอกันที่ฟิตเนสหรือตามบ้าม ตามคอนโด สอนตรงตามเป้าหมายของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นแบบลดน้ำหนัก เพิ่มน้ำหนัก สร้างกล้าม หรือให้ใช้ชีวิตดีย่ิงขึ้น และอีกส่วนนึงคือแบบ “1-on-1 Online Training” ที่จะสอนแบบเทรนออนไลน์ สอนโดยที่นักเรียนไม่ต้องนัดเจอกัน เรียนผ่านแอพพลิเคชั่น Line โดยโค้ชบีมจะจัดตารางออกกำลังกาย ตารางอาหารให้ตรงตามเป้าหมายผู้เรียนอีกด้วย

#fitwithbeam #ฟิตกับบีม #CalCal #LifestyleCalorieManagement#สุข(ภาพ)นิยมในแบบของคุณ